อิทธิปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ความบังเอิญ มีจริง พิสูจน์ได้จริง โดย ศ.ธรรมทัสสี

อานุภาพ หรือ อิทธิปาฏิหาริย์ มีจริงหรือไม่ คือ สิ่งที่ เราต้องเข้าใจและพิสูจน์ให้มั่นใจก่อน  อิทธิปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากการบูชาพระเครื่อง พระคาถา และทรงเจ้า นั้นมีจริงแน่นอน ดังมีตัวอย่างปรากฏมากมายตามที่เราทราบกันโดยทั่วไป และก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระหรือไม่ ในพระพุทธศาสนามีปรากฏเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่ พระบรมศาสดาทรงตำหหนิ หรือส่งเสริม และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติเพื่อมรรคผลหรือไม่

เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นี้  หากเราฉุกคิดสังเกตสักนิดจะพบว่า มีปรากฏเป็นปกติในพระพุทธศาสนา ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ คือ ไม่มีพุทธศาสนิกท่านใดที่ไม่รู้จัก พระโมคคัลลานะ ว่าเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายที่เลิศทางด้านใด เพียงเอ่ยชื่อก็ทราบโดยไม่ต้องบอกว่า เป็นผู้เลิศทางด้านฤทธิ์ และเป็นตำแหน่งที่แต่งตั้งโดยองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเสียด้วย  และก็ทราบกันเป้นปกติว่า พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวา  ถึงแม้จะเป็นผู้เลิศทางปัญญาแต่ก็แสดงฤทธิ์ได้เหมือนกัน เพราะบรรลุอรหัตผลพร้อมปฏิสัมภิทาญาณเช่นเดียวกันกับพระโมคคัลลาน์ และในสมัยนั้นมีผู้บรรลุอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทาญาณบวชแบบเอหิภิกขุก็มีจำนวนมาก นั่นก็เท่ากับแสดงว่า พระอรหันต์ที่ทรงคุณพิเศษสมัยนั้นมีมากเช่นกัน การบวชแบบ เอหิภิกขุ ก็มีปฏิหาริย์ในตัวอยู่แล้วกล่าว คือเมื่อฟังเทศน์จากพระผู้มีพระภาคเจ้าจบบรรลุอรหัตผล เมื่อพระบรมจอมไตรตรัสว่า “จงเป็น เอหิภิกขุมาเถิด”  จะมีผ้าไตรจีวรลอยจากอากาศมาห่มกายกลายเป็นพระภิกษุทันที สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองพระองค์ก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์เป็นปกติ มีการกล่าวถึงเป็นปกติมีปรากฏทั่วไปในพระไตรปิฏก ที่เราคุ้นเคย อาทิ ยมกปาฏิหาริย์ เทศนาปาฏิหาริย์ หรือทรงแสดงปาฏิหาริย์เหาะให้พระญาติดูเพื่อลดมานะ หรือทรงเนรมิตหญิงนั่งใกล้พระองค์ให้สวยกว่าพระนางรูปนันทาที่หลงว่าตนเองสวย เพื่อลดมานะและเป็นเครื่องมือในการเทศนาจนพระนางบรรลุอรหัตผล หรือเสด็จขึ้นไปจำพรรษาโปรดพุทธมารดาที่ดาวดึงสเทวโลก และเสด็จลงจากดาวดึงส์จนมีประเพณีตักบาตรเทวโวในปัจจุบัน เป็นต้น และอีกมากมายทั้งนี้เพื่อผลในการแสดงธรรม  ความจริงมีปรากฏมาหมายเหลือเกิน ที่ยกมาก็เป็นตัวอย่างง่ายที่เราคุ้นเคยกันดีเท่านั้น

ถ้าเรามาดูในเนื้อหาในหลักสูตรพระพุทธศาสนาที่มุ่งสอนตัดกิเลสโดยตรง ก็มีปรากฏเป็นคำสอนหลักๆ ให้เลือกปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานไว้อย่างชัดเจน โดเยเฉพาะ หมวดกรรมฐาน ๔๐ กอง หรือ สมาธิ ๔๐ วิธี ซึ่งถ้าเป็นกลุ่ม ตามประเภทมี ๗ หมวด (กสิณ ๑๐,  อนุสสติ ๑๐,  อสุภ ๑๐, อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑, มจตุธาตุววัฏฐาน ๑  พรหมวิหาร ๔ และ อรูปฌาน ๔)

หรือเพื่อให้ง่ายในการปราบกิเลส หรือให้ยาถูกโรค จะทำให้บรรลุมรรคผลได้รวดเร็วขึ้น ก็จะ แบ่งกลุ่มตามจริต ๖ (ราคะจริต ใช้ กรรมฐาน ๑๑ กอง ได้แก่ อสุภ ๑๐ และ กายคตา ๑  โทสะจริต ใช้ กรรมฐาน ๘ กอง ได้แก่ พรหมวิหาร ๔ และ วรรณะกสิณ ๔ โมหะจริต กับ วิตกจริต ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐาน ศรัทธาจริต ใช้อนุสสติ ๖ ได้แก่ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ลีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ พุทธจริต ใช้ มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปกิกุลสัญญา จาตุธาตุววัฏฐาน ๔ และกรรมฐานที่เหมาะกับ ทุกจริต เป็นกรรมฐานกลางคือที่เหลือ ๑๐ อย่าง ได้แก่ อรูป ๔ ภูตกสิณ ๔ อาโปกสิณ ๑ อากาศกสิณ ๑)

หรือเพื่อให้ปฏิบัติเข้าถึงมรรคผลได้ง่ายก็จะจัดแบ่งตาม อัธยาศัยคน เอากรรมฐาน ๔๐ มาแยกเป็นหมวดหมู่ ตามอัธยาศัยของคน จะแบ่งกรรมฐานที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ตรงอัธยาศัย ที่ใช้ในแต่ละหมวดเท่านั้น ดังนี้

๑)  สุกขวิปัสสโก บรรลุมรรคผลได้อย่างแบบง่ายๆ ไม่มีทิพจักขุญาณ ไม่มีฤทธิ์   เป็นการทำจิตให้เป็นสมาธิเข้าถึงฌานสมาบัติ แล้วก็ตัดกิเลส ไม่สามารถจะเห็นผี เห็นนรก เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ได้ วิธีนี้นสมเด็จพระบรมครูทรงสอนไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียบๆ ไม่ต้องการฤทธิ์เดช ทำแบบสบายๆ จิตใจไม่ชอบจุกจิก ไม่ชอบรู้ชอบเห็น

๒)  เตวิชโช หรือวิชชาสาม  มีทิพจักขุญาณเห็นนรกสวรรค์ได้ อตีตังสญาณระลึกชาติได้ อาสวขยญาณ ตัดกิเลสได้ พระบรมศาสดาทรงสอนไว้สำหรับคนที่อยากรู้อยากเห็น ถ้ามีสิ่งปิดบังลี้ลับอยู่ ทนไม่ไหว ต้องหาให้พบ ค้นให้เห็น

๓) ฉฬภิญโญ บรรลุมรรคผลด้วย และทิพจักขุญาณ มีอภิญญาแสดงฤทธิ์ได้ เช่น มีหูเป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ พระบรมศาสดาทรงสอนไว้สำหรับคนที่ต้องการมีฤทธิ์เดช

๔) ปฏิสัมภิทปัตโต หรือปฏิสัมภิทาญาณ  พระบรมศาสดาทรงสอนไว้สำหรับคนที่ต้องการรอบรู้ทุกอย่าง มีความสามารถคลุมวิชชาสามและอภิญญาหก มีความฉลาดกว่า ท่านมีทั้งฤทธิ์  มีความเป็นทิพย์ของจิต และมีความฉลาดด้วย

ซึ่งในหมวดที่ ๓ ก็มีหมวด ฉฬภิญญโญ หรืออภิญญา ๕ (โลกียวิสัยมีได้เพียง ๕ อย่างไม่ครบ ๖) สามารถแสดงฤทธิ์ได้ ๕ อย่างรวมอยู่ด้วย คือ อิทธิฤทธิญาณ มีความรู้แสดงฤทธิต่างๆ ได้ ทิพยโสตญาณ มีความรู้เหมือนหูทิพย์ เจโตปริยญาณ รู้วาระจิตของคนและสัตว์ จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน ทั้ง ๕ อย่างนี้เป็นอภิญญาโลกียวิสัยทุกคนสามารถทำได้ โดยใช้กสิณ ๑๐ เป็นนิมิตจนได้ฌาน ๔ ครบทั้งหมด  และคล่องในการเข้าฌานในกสิณทุกกอง จึงสามารถฝึกการแสดงฤทธิได้ แต่พระบรมจอมไตรไม่ให้แสดงฤทธิ์อวดคนอื่น ให้ทดลองพิสูจน์ให้เกิดความเชื่อมั่น ใช้เป็นแนวทางตัดกิเลส และสงเคราะห์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เรื่องอภิญญานี้แม้เรายังไม่อยากพิสูจน์ของจริงตามที่กล่าวมา แต่ก็ยังมีปรากฏเป็นตัวหนังสือยืนยันในพระไตรปิฏกที่ชัดเจนมาก เช่น ในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างยืนยันว่า มีคนฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าจบ ได้บรรลุอรหัตผลพร้อมปฏิสัมภิทาญาณ นั่นหมายถึงได้ครอบคลุม อภิญญา ๖ ด้วย อย่างไรก็ตามอภิญญาตามที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า ท่านให้ใช้เพื่อการบรรลุมรรคผล และในการสงเคราะห์เท่าที่จำเป็น ในปัจจุบันเราจึงไม่ค่อยเห็นพระอริยเจ้าชั้นสูงท่านแสดงตรงๆ นัก เพราะส่วนใหญ่ท่านจะใช้สงเคราะห์ด้านการสอนธรรมะ ผ่านพระเครื่องบ้าง สอนให้ตรงกับจริต ตรงกับปัญญหาของคนๆ นั้น บางครั้งท่านก็อาจใช้ทำให้เกิดศรัทธาเพื่อการยอมรับแล้วท่านก็สอนธรรมะได้โดยง่าย กรณีตัวอย่างการใช้อภิญญาในการสงเคราะห์ในสมัยพุทธกาล ที่ท่านใช้เป็นเครื่องมือการสอนธรรมะโดยตรง โดยการแสดงอภิญญาที่เหนือกว่าเพื่อลดมานะ ให้เกิดการยอมรับ และศรัทธาแล้วจึงสอนธรรมะจะทำยอมรับคำสอนได้โดยง่าย เช่น ชนกลุ่มใดได้อภิญญาหรือนิยมอภิญญาพระโมคคัลลาน์ ก็จะไปเผยแพร่คำสอน เพราะลัทธิหรือศาสนาอื่นเขาก็มีอภิญญาเหมือนกัน (คนกลุ่มไหนที่นิยมคนมีปัญญาเห็นว่าอภิญญาไร้สาระเหมือนการเล่นกล พระสารีบุตร ก็จะไปเผยแพร่) เมื่อพระโมคคัลลาน์แสดงอภิญญาได้เหนือกว่า เขาก็จะลดมานะทิฐิลงยอมรับนับถือ และเกิดศรัทธา เปิดใจยอมรับ การสอนธรรมะจะเป็นไปได้โดยง่าย

เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่ประสงค์จะปฏิบัติพิสูจน์ว่า อภิญญา หรืออิทธิปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่ ขอขยายความเพิ่มเติมจากข้างบนกับคำว่า “คล่องในการเข้าฌาน” ดังนี้

พระอริยสงฆ์ปฏิสัมภิทาญาณที่ผู้เขียนเคารพบูชาท่านได้อธิบายคำว่า “คล่องในการเข้าฌาน”  คือ เข้าฌานตามลำดับฌาน แล้วเข้าฌานตามลำดับกสิณ แล้วเข้าฌานสลับฌาน แล้วเข้าฌานสลับกสิณ ทำให้คล่อง นึกเข้าเมื่อไรเข้าฌานได้ทันที อย่างนี้ถือว่า สำเร็จหรือจบการฝึกกสิณ ทรงอภิญญาสมาบัติได้แล้ว เมื่อทรงอภิญญาสมาบัติได้แล้วตามข้างต้น จากนั้นก็ฝึกใช้อภิญญา เช่น หากต้องการ เดินบนน้ำ ให้ใช้ ปฐวีกสิณ หรือ กสิณดิน ซึ่งมีคุณค่าทำให้ของอ่อนแข็งได้ ให้เอาน้ำใส่แก้ว หรือนั่งที่ริมสระน้ำ ตั้งจิตที่อุปจารสมาธิแล้วอธิษฐานว่า “ขอให้น้ำในแก้ว หรือที่สระน้ำที่เราจะเดินจงแข็ง” แล้วทำจิตให้ถึงฌานสี่ให้จิตทรงตัว แล้วถอยหลังกลับมาที่อุปจารสมาธิ แล้วอิธษฐานเหมือนเดิมใหม่อีกครั้งว่า “ขอให้น้ำในแก้ว หรือที่สระน้ำที่เราจะเดินจงแข็ง” แล้วลองเอามือกดน้ำในแก้ว หรือลองเดินบนน้ำดูว่า น้ำแข็งตามที่อธิษฐานหรือไม่ ถ้าน้ำยังไม่แข็งก็ให้อธิษฐานใหม่แบบเดียวกัน จนสำเร็จและฝึกทำให้คล่อง

ที่ยกหลักการมาคร่าวๆ ทั้งหมดก็เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า อิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนามีจริง มีหลักสูตรให้ปฏิบัติชัดเจน และถือเป็นเรื่องปกติ ทุกอย่างจะมีเหตุมีผลเชิงศาสตร์รองรับทั้งหมด ไม่มีอะไรที่อธิบายไม่ได้เลย  ซึ่งเราสามารถไปค้นคว้าศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในพระไตรปิฏกได้ตลอดเวลา (หากต้องการตำรายืนยัน แต่หากต้องการพิสูจน์ด้วยตัวเองให้หายสงสัยก็ฝึกตามหลักสูตรในตำรานั้น หรือจะให้เร็วก็ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ท่านทำได้จริงๆ  ในเมื่อเรื่องนี้รับรองไว้ในหลักสูตรพุทธศาสนาจริง ปัจจุบันก็มีคนทำได้จริง จึงไม่ต้องสังสัยอีกต่อไปว่าอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ มีจริงหรือไม่ เพียงแต่ผู้บูชาต้องมีความตั้งใจจริง มีความมั่นคงจริง จิตเข้าถึงความดีจริง เพราะ อภิญญาจะอยู่กับคนดีเท่านั้น
 การบูชาพระเครื่อง วัตถุมงคล มีผลดีจริง และเป็นอุบายธรรมที่มีผลอย่างน่าทึ่ง

มีตัวอย่างประสบการณ์จากอานุภาพพระเครื่อง วัตถุมงคลมากมาย ทั้งด้านลาภผล เมตตา แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี หลายคนก็ประสบกับตนเองโดยตรง หรือคนใกล้ชิดอย่างชัดเจนเหนือคำว่า “บังเอิญ” หากจะยกตัวอย่างมาเล่าคงไม่หมดแน่มากมายเหลือเกิน แม้ผู้เขียนเองก็เจอะกับตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน และกล้ายืนยันว่าหากท่านเคารพพระเครื่อง วัตถุมงคลจริงๆ บูชาตาม และปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำจริง มีผลอัศจรรย์ทุกคน จากที่ได้สังเกตุโดยทั่วไปคนมักจะนิยมหยิบมาห้อยคอเฉยๆ หรือไม่อย่างดีก็ยกมือสาธุก่อนห้อยคอ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงในพระรัตนตรัยและความเคารพพระเครื่องวัตถุมงคล ที่เราทำใจได้แค่ไหนอย่าลืมว่าอานุภาพก็คือ “พุทธบารมี  ธรรมะบารมี  สังฆบารมี”  ซึ่งเป็นสิ่งบริสุทธิ์สูงค่าและมีอานุภาพเป็นอัปมาโนคือ  “ประมาณไม่ได้”  จิตใจที่รองรับก็ต้องมีความบริสุทธ์สูง หรือจิตสะอาดจากกิเลสสูงตามไปด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เราทำจิตรองรับความดีได้แค่ไหนผลที่ได้ก็แค่นั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างอย่าลืมว่า ระดับผลของอานุภาพจะขึ้นอยู่กับตัวแปรของแต่ละคนคือ “กรรม” ซึ่งบางคนอาจรับอานุภาพได้เต็มที่  (คุ้มครอง ลาภผล เมตตามหานิยม) บางคนอาจมากน้อยไม่เท่ากัน หรือบางคนอาจไม่ได้รับเลยก็ได้ อาจมีบางท่านสังสัยว่า ทำไมผู้เขียนกล่าวตามข้างต้นว่า “ได้ผลหมดทุกคนถ้าทำตามที่บอก แล้วทำไมบางคนไม่มีผลเลยละ”  ขอยืนยันว่า มีผลแน่นอนทุกคน กรณีบางคนจิตมีความมั่นคงมากบูชาพระด้วยความเคารพทุกวันเช้าเย็น แล้วทำไมโป้งเดียวลูกปืนทะลุเลย ก็ตอบว่า ถึงอายุขัยเขาต้องตายแบบนั้น และขณะตายจิตเขาจะเกาะพระอย่างอัตโนมัติเพราะกลัวตาย และนึกถึงได้เร็วกว่าปกติเพราะบูชาพระทุกวันจนจิตเป็น  อาจินตกรรมฝ่ายดี เมื่อจิตออกจากร่างจะไปสู่สุคติก่อนทันที บาปกรรมยั้งไว้ชั่วคราวก่อน และการที่เขาบูชาและปลุกพระทุกวันอานิสงส์สูงมาก อย่างน้อยถ้าไม่สวรรค์ชั้นยามา ก็พรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง  ต่อไปนี้ตัวอย่างการปลุกหรืออาราธนาพระเครื่องวัตถุมงคลของคนที่มีความมั่นคงและเคารพในพระรัตนตรัย

การปลุกพระจิตมีความมั่นคงในระดับดี : หลังการบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ว่าคาถาปลุกพระตามที่พระอาจารย์ให้มาจนจิตเกิดสมาธิ มีอาการ ขนพองสยองเกล้า (ขนลุกซู่ซ่า), น้ำตาไหล (บังคับไม่อยู่ ) ตัวโยกโคลง (โยกไป โยกมา โยกหน้า โยกหลัง), ตัวลอย (ลอยขึ้นในอากาศ  หรือเต้นปังๆ  หรือหมุน), กายซาบซ่าน (คล้ายโปร่ง ใหญ่สูงขึ้นผิดปกติ รู้สึกใบหน้าใหญ่) ถ้าอย่างนี้จิตจะเป็นสุขมากเป็นอาการของปิติ จะได้ทั้งอานิสงส์อันยิ่งใหญ่จากสามาธิ และอานุภาพจากพระเครื่องเต็มที่

การปลุกพระจิตมีความมั่นคงในระดับดีมาก : หลังจากบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ก่อนที่จะภาวนาคาถาปลุกพระให้ปฏิบัติดังนี้
๑)    มองดูพระเครื่องที่เราเคารพที่ชอบให้จำได้ติดตา (ไม่ใช่การจ้องเพ่งมองจนตาแฉะ แต่ให้มองพอจำได้) หลับตานึกถึงภาพพระเครื่องแล้วก็ภาวนาคาถาที่พระเกจิให้มากับพระเครื่อง นี่คือเป็นการเจริญกรรมฐาน หรือหากเราไม่มีคาถาปลุกพระถ้าเป็นพระเหรียญหรือรูปแทนพระพุทธเจ้า ควรภาวนาปลุกด้วย พุทโธ หรือ นะมะพะทะ  หรือ สังโฆ ถ้าเป็นเหรียญหรือรูปแหมือนพระสงฆ์  ในที่นี้สมมุติว่าพระเครื่องเป็นสีขาวหรือแก้วจะเป็นอาโลกสิณไปในตัว ซึ่งเป็นกสิณพื้นฐานของ ทิพจักขุญาณ (หากเป็นพระเครื่องสีทองก็เป็นปีตกสิณ หรือกสิณสีเหลือง ถ้ารมดำเป็นปฐวีกสิณหรือกสิณดิน หรือนีลกสิณสีเขียว)

๒)    อุคหนิมิต  (ภาพนั้นติดตา แม้หลับตาแล้วยังเห็นอยู่) หากภาวนาปลุกพระขณะที่หลับตา หากภาพพระเลือนไปจากใจ ก็ให้ลืมตาดูใหม่จำภาพพระเครื่องแล้วหลับตาภาวนาต่อไป จนกระทั่งภาพพระเครื่องติดตาติดใจ หากคราวหลังเราไม่ต้องมองดูพระเครื่อง แต่นึกภาพได้เป็นปกติถ้าอย่างนี้ท่านเรียกว่า อุคหนิมิต ถือเป็น อุปจารสมาธิ (อุปจารสมาธิ ถึง อุปจารฌาน) เป็นผลของ ทิพจักขุณาณ

๓)    ปฏิภาคนิมิต  (เห็นแสงนั้นสว่างไสวคล้ายแสงดาวประกายพรึก สว่างจ้าเหมือนลืมตาเห็นดวงอาทิตย์ หรือ...เห็นแสงสว่างผ่องใสเป็นแท่งหนาทึบคล้ายแสงมากองรวมกันอยู่ คล้ายดวงจนทร์หรือดวงอาทิตย์ที่มองเห็นในขณะลืมตา)  ภาวนาแบบอุคหนิมิตไปเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งภาพพระเครื่องติดตาติดใจอยู่เสมอ ต่อมาก็อธิษฐานให้พระเครื่องโตขึ้น ก็จะเห็นภาพพระเครื่องโตขึ้น อธิษฐานให้เล็กลงก็จะเล็กลง ให้อยู่สูงก็อยู่สูง ให้อยู่ต่ำก็อยู่ต่ำ อยู่หน้าก็ได้ อยู่หลังก็โด้ตามชอบใจ อย่างนี้เป็น ปฏิภาคนิมิต ถือว่าเป็นนิมิตสูงสุดส่วนหนึ่ง เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว จิตสมควรแก่ ทิพจักขุญาณ หากต้องการเห็นอะไรให้เพ่งนิมิตนั้นก่อน เมื่อเห็นนิมิตชัดเจนแล้ว ให้กำหนดจิตขอภาพนิมิตจึงหายไป ขอภาพที่เราต้องการเห็นจึงปรากฏขึ้นแทน เช่น ญาติที่ตายไปแล้วไปเป็นอะไร นรก สวรรค์ เทวดา พรหมเป็นต้น เพียงเท่านี้ภาพที่ต้องการก็จะปรากฏ
๔)    มโนมยิทธิเต็มกำลัง  เมื่อเห็นพระเครื่องชัดเจนแจ่มใสดีเท่าไหร่ ความเป็นทิพจักขุญาณที่จะเห็นภาพอื่นก็จะเห็นชัดเจนเท่านั้น วิธีทำทิพจักขุญาณคือ ถ้าเห็นพระเครื่องชัดเจนดีแล้ว ต่อไปก็อธิษฐานขอให้ภาพพระเครื่องจงหายไป ขอภาพของพระพุทธเจ้าจงปรากฏ เมื่อเห็นภาพของพระพุทธเจ้าปรากฏแทน ขอให้อธิษฐานให้พระองค์โตขึ้น ภาพของพระพุทธเจ้าโตขึ้น ขอให้พระองค์ทรงเล็กลง ก็เล็กลง ให้สูงให้ต่ำได้ตามความต้องการ อย่างนี้ถือว่าถึง ที่สุด ของ มโนมยิทธิ  ถ้าทำได้ตามนี้แล้วจึงเคลื่อนออกจากกาย ถ้าเคลื่อนไปไหนจิตกับกายจะตัดกันเด็ดขาด คือไป แบบสุดตัว ถ้าไปแบบนี้ก็จะได้พบทุกอย่าง เทวดา พรหม พระอรหันต์ เราก็จะมีสภาพไปนั่งคุยกันอย่างสบาย เหมือนนั่งคุยกันปกติ ถือว่าเป็นการเต็มมโนมยิทธิที่ศึกษา เพราะมโนมยิทธิที่ศึกษากันอยู่เวลานี้ เราใช้กำลังครึ่งเดียว หลังจากเราถอยออกจากสมาธิ ก็อธิษฐานตามอานุภาพของพระเครื่อง เช่น แคล้วคลาด ลาภผล เมตตามหานิยมตามต้องการ (ตามข้างต้นเทียบเคียงจากคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ที่ปรากฏกับคนที่เชื่อ และมีประสบการณ์ในอานุภาพพระเครื่องวัตถุมงคลคือ บางคนจากที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเหล่านี้เลย แต่พอเกิดกับตัวเองจริงๆ กลับทำให้เปลี่ยนใจเชื่อ และมีผลต่อเนื่องอย่างอัตโนมัติ ให้เชื่อเรื่องบาปบุญ นรก สวรรค์ ตามไปด้วย กลายเป็นคนมีศีลมีธรรม รู้จักยับยั้งใจตัวเองไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี บางคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมหรือบวชพระตลอดชีวิตก็มี ถ้ามีคนเชื่อแบบนี้มากๆ พุทธบริษัท ๓ คือ ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาจะต้องมีเพิ่มขึ้น เป็นการจจรโลงสืบต่อพุทธศาสนาโดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย

ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง อานุภาพพระเครื่อง ถ้าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง หรือคนใกล้ชิดโดยตรง ถ้าเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายไม่ได้ ถามว่า “หากเราเชื่อจะถือว่า โง่ งมงาย หรือไม่” แต่มันก็ได้เกิดขึ้นกับเราแล้วจริงๆ หากเราจะปฏิเสธเพียงเพราะอธิบายไม่ได้แล้วจบเพียงแค่นั้น นอกจากไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้วยังเสียประโยชน์ที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่มีองค์ความรู้ของอีกศาสตร์หนึ่งคือ “พุทธศาสตร์” ซึ่งเป็น ศาสตร์นามธรรม ที่สามารถนำมาพิสูจน์หาคำอธิบายได้โดยตรง ผู้เขียนกล้ารับรองว่า หากเราพิสูจน์ตามศาสตร์นี้จนถึงที่สุดแล้วท่านจะได้รับคำตอบแน่นอน สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องคำนึงเสมอคือ ทุกศาสตร์ในทางโลกนั้นวิธีการศึกษาเน้นวัตถุเป็นหลัก และมุ่งออกไปไกลจากตัวตนคือค้นคว้าศึกษาออกไปเรื่อยๆ ส่วนพุทธศาสตร์เน้นศึกษาด้านนามธรรม และมุ่งศึกษาเข้าหาตัวตน ยิ่งศึกษายิ่งหดลงเข้าใกล้ตัวเอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลักสูตรนามธรรม (จิต) กับหลักสูตรรูปธรรม (วัตถุ) มุ่งศึกษาตรงกันข้ามกันอยู่คนละขั่ว จะนำมาใช้ศึกษาอีกศาสตร์หนึ่งนั้นไม่ได้

 โดย ศ.ธรรมทัสสี
ที่มา : https://sites.google.com/site/thraphyakrmnusy/xiththi-patihariy-michi-khwam-bangxeiy-mi-cring-phisucn-di-cring

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นะหน้าทอง พิธีลงทองบนใบหน้าเพื่อเสริมเสน่ห์ เมตตามหานิยม

ผ้ายันต์พญาครุฑ มหาลาภ เสริมบารมี

เทียนสืบชะตารับโชค ตำรับล้านนา